วัดป่าบ้าหนองผือ

ปรับปรุงล่าสุด 25 กรกฏาคม พ.ศ.2552

กล่าวนำ


            บ้านหนองผือเป็นบ้านภูไทวัง ภูไทวัง หมายถึงภูไทที่อพยพมาจาก เมืองวัง ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟัง จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษว่า ถิ่นเดิมของชาวภูไท อยู่ที่เมืองน้ำน้อยอ้อยหนูในเขตสิบสองจุไท ต่อมาได้ถอนล่นมาอยู่ที่เมืองวัง ทางฝั้งซ้ายแม่น้ำโขง ประเทศลาว โดยการนำของท้าวก่า มาพึ่งบรมโพธิสมภารเจ้าผู้ครองเมือง เวียงจันทร์ ตั้งให้พญาก่า เป็นพญาก่า เป็นเจ้าเมือง

            ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี เจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏ กองทัพไทยยกทัพไปปราบตีเมืองวังแตก ได้นำเอากรมการเมืองและ ท้าวโรงกลาง ( โฮงกลาง ) บุตรเจ้าเมืองวังพร้อมบ่าวไพร่ชาวภูไท อพยพข้ามโขงมาอยู่ทางฝั่งขวา อพยพมาอยู่ในเขตเมืองสกลนคร อพยพมาเรื่อยๆ จนมาถึงบ้านพานพร้าว จึงหยุดตั้งเป็นหลักอยู่ที่นี่ และขยายออกมาอยู่บ้านม่วงไข่บ้าง กาลต่อมาถึงรัชกาลที่ ๓ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองพรรณานิคม เป็นเมืองขึ้นเมืองสกลนคร ยกบ้านพานพร้าวเป็นเมืองพรรณานิคม และโปรดเกล้า ตั้งให้ท้าวโรงกลาง ( โฮงกลาง ) เป็นพระเสนาณรงค์ เป็นเจ้าเมืองพรรณานิคม และได้เปลี่ยนเป็นอำเภอในสมัยรัชกาลที่ ๕ สืบต่อมา

            ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า เมื่อมาอยู่บ้านม่วงไข่ ได้รับความลำบาก ไม่มีที่ทำกินเพียงพอ จึงได้ทำการอพยพข้ามเขาภูพานมาทางทิศใต้ มาตั้งหลักแหล่งอยู่ใหม่ ทางฟากเขาภูพาน ครั้งแรกมาตั้งบ้านอยู่ใกล ้ริมหนองผือ ด้านตะวันออก อพยพครั้งนี้มาด้วยกันหลายจุ้ม ได้แก่จุ้มไชยสิงห์ จุ้มอุประ จุ้มพระโบราณ จุ้มไกยวงศ์ ฯลฯ

            เมื่อตั้งบ้านเป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว จึงพากันตั้งชื่อบ้าน เอานามหนองผือ เป็นชื่อบ้านว่า “ บ้านหนองผือ ” ขึ้นกับเมืองพรรณานิคม (คำว่า จุ้ม ภาษาภูไท หมายถึงโคตรวงศ์ตระกูล ) เมื่อก่อนยังไม่มีนามสกุลใช้ พอมาถึง สมัยรัชกาลที่ ๖ จึงได้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล จึงมีนามสกุลใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ เมื่อตั้งบ้านอยู่ได้ระยะหนึ่ง เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคไข้ป่า จึงพากันละทิ้งบ้านเรือน ไร่ สวน กลับไปอยู่บ้านม่วงไข่อีก เมื่อกลับไปอยู่บ้านม่วงไข่ได้ไม่นานนัก ต่างคนต่างก็คิดถึงความ อุดมสมบูรณ์ของบ้านเดิม ที่มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร ปู ปลา สัตว์ป่า นานาชนิด ไม่อดอยากจึงพากันไปพบเจ้าปู่ข้า ที่บวชเป็นเจ้าผ้าขาว ( ชีปะขาว ) อยู่ถ้ำบนเขาภูพาน เพื่อปรึกษาจะกลับมาอยู่บ้านเดิมอีก เจ้าปู่ข้าได้แนะนำให้ขึ้นมาเอาดิน ๓ แห่งๆละก้อน ดังนี้ ๑.ให้เอาดินบริเวณบ้านเดิม ๒. ให้เอาดินบริเวณบ้านด้านตะวันตก ( บ้านหนองผือปัจจุบัน ) ๓. ให้เอาดินบริเวณเหนือบ้านเดิมขึ้นมา (บ้านหนองผือปัจจุบัน ) เจ้าปู่ข้าคงจะเอาดินดังกล่าว ไปเสี่ยงทายหรือไม่ก็ไปนั่งทางใน (สมาธิ ) เมื่อได้ความอย่างไรแล้ว จึงนัดให้ไปพบ เจ้าปู่ข้าแนะนำว่า ดินบริเวณบ้านเดิมไม่ดี เป็นทางผีเทียว ผีหนองผือ เทียวไปหาผีหนองไชวาน ดินบริเวณโนนตะวันตก ก็ไม่ดี เป็นทางผีเทียว ปัจจุบันเป็นป่าช้า ให้มาตั้งอยู่เหนือบ้านเดิมขึ้นมา ( บ้านหนองผือปัจจุบัน ) จะอยู่ดีมีสุข

            เมื่อได้รับคำแนะนำจากเจ้าปู่ข้าแล้ว จึงพากันอพยพครอบครัวมา อยู่ใหม่อีก เป็นครั้งที่ ๒ เมื่ออพยพข้ามเขาภูพานแล้ว ได้พากันไปตั้งบ้านอยู่บริเวณหนองจาน หนองจานอยู่ใต้อ่างเก็บ น้ำห้วยผึ้งเล็กน้อย ต่อมาเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะตั้งเป็นหมู่บ้านได้ จึงพากันถอยล่นลงมาทางตอนใต้ บริเวณคุ้มวัดเขาวงปัจจุบัน

            หัวหน้าผู้นำมาคราวนั้น เล่าสืบต่อกันมาว่าเป็นจุ้มยายแม่เนือง ยายแม่เนืองอพยพมาจากบ้านคำชะอี (อำเภอคำชะอีปัจจุบัน ) มาอยู่กับญาติพี่น้องที่บ้านม่วงไข่ จึงอพยพย้ายครอบครัวมาตั้ง บ้านหนองผือ ต่อมายายแม่เนือง ได้อพยพย้ายครอบครัวไป อยู่บ้านม่วงโพนไค อำเภอบ้านม่วงปัจจุบัน

            เมื่อตั้งบ้านเป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว จึงพากันตั้งชื่อเอาบ้านหนองผือเดิม เป็นชื่อบ้าน“ บ้านหนองผือ” ขึ้นกับเมืองพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ หนองผืออยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ อยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๓ กิโลเมตร ปัจจุบันน้ำในเขื่อนน้ำอูน ท่วมเป็นบริเวณกว้าง จึงทำให้หนองผือหายไปจากแผนที่บ้านหนองผือ ในแผนที่จังหวัดสกลนครฉบับเดิมเรียกว่า “ บ้านหนองปืนฮ้อ ” [ จากคำบอกเล่าของอาจารย์วัง เทพิน ท่านเคยได้อ่านเมื่อครั้งเรียนอยู่ โรงเรียนประจำจังหวัดสกลนคร ( สกลราชวิทยานุกูล) ]

            บ้านหนองผือ คงจะตั้งขึ้นเมื่อสมัยพระเสนาณรงค์เป็นเจ้า เมืองพรรณนานิคม ครั้งสมัยรัชกาลที่ ๓ นับอายุหลายชั่วอายุและคง ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยปี

            บ้านหนองผือ เป็นหมู่บ้านโชคดีที่มีพระเถระผู้มีภูมิธรรมสูงมาอบรม สั่งสอนการปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา ให้แก่พุทธศาสนิกชนในชุมชน แห่งนี้ตลอดมา อาทิหลวงปู่หลุย จันทสาโร หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นหลักใจมาตลอดกาล


อาจารย์วัง เทพิน ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๓